กฎหมายอาญา
โดนโพสต์ด่า หมิ่นประมาทในโซเชียล ทำอะไรได้บ้างตามกฎหมาย
A
Admin28 ตุลาคม 2569
ถูกโพสต์ใส่ร้ายในโซเชียลผิดหมิ่นประมาทไหม รู้หลัก ป.อ. 326 และ 328 ข้อยกเว้นที่ไม่ผิด กำหนดร้องทุกข์ 3 เดือน และการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง พร้อมขั้นตอนเก็บหลักฐาน
เปิดโซเชียลมาแล้วเจอโพสต์ที่พูดถึงเราในทางเสียหาย มีคนแชร์ต่อ มีคนเข้ามาคอมเมนต์ซ้ำเติม เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนทั้งโกรธและกังวล คำถามที่ตามมาคือ แบบนี้ผิดกฎหมายไหม ต้องทำอะไรก่อน และมีเวลาดำเนินการนานแค่ไหน บทความนี้สรุปหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามตัวบทให้เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล
**หมิ่นประมาทตามกฎหมายคืออะไร**
ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติว่า ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ป.อ. มาตรา 326)
ถ้าแยกเป็นข้อ ๆ ตามถ้อยคำในตัวบท จะมีองค์ประกอบหลักดังนี้
1. มีการใส่ความผู้อื่น คือกล่าวข้อความเกี่ยวกับตัวบุคคลนั้น
2. ใส่ความต่อบุคคลที่สาม คือมีคนอื่นนอกจากผู้พูดและผู้ถูกพูดถึงได้รับรู้ข้อความ
3. ข้อความนั้นน่าจะทำให้ผู้ถูกพูดถึงเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง
ข้อความแบบใดเข้าองค์ประกอบหรือไม่ ตัวบทไม่ได้ระบุรายการไว้ ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี เช่น ถ้อยคำที่ใช้ บริบทของโพสต์ และคนที่อ่านเข้าใจว่าหมายถึงใคร
นอกจากนี้กฎหมายยังมีความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณาแยกไว้อีกมาตราหนึ่ง (ป.อ. มาตรา 393) ซึ่งเป็นคนละฐานความผิดกับหมิ่นประมาท การกระทำหนึ่ง ๆ จะเข้าฐานใดต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง
**โพสต์ในโซเชียล = หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา**
กฎหมายกำหนดโทษหนักขึ้นถ้าการหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพ หรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ สิ่งบันทึกภาพหรือบันทึกอักษร การกระจายเสียง การกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท (ป.อ. มาตรา 328)
ตัวบทใช้คำว่า "ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ" และ "ด้วยวิธีอื่น" จึงครอบคลุมรูปแบบการเผยแพร่ที่หลากหลาย ส่วนโพสต์ คอมเมนต์ หรือการแชร์แต่ละกรณีจะถือเป็นการโฆษณาตามมาตรานี้หรือไม่ ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
ในกรณีที่ผู้เสียหายเสียชีวิตไปแล้ว การใส่ความผู้ตายที่น่าจะทำให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ก็เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทเช่นกัน (ป.อ. มาตรา 327)
**แล้วพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เกี่ยวด้วยไหม**
หลายคนเข้าใจว่าโพสต์หมิ่นประมาททางออนไลน์ต้องผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ด้วย แต่ตัวบทที่แก้ไขในปี 2560 เขียนไว้ชัดว่า มาตรา 14 (1) ใช้กับการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน ปลอม หรือเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน "อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา" (พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1))
แปลว่า ถ้าเป็นเรื่องหมิ่นประมาทตัวบุคคล ตัวบทให้ไปใช้ประมวลกฎหมายอาญาหมวดหมิ่นประมาทเป็นหลัก ไม่ใช่มาตรา 14 (1)
อีกมาตราหนึ่งที่ควรรู้คือกรณีตัดต่อภาพ ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งภาพของผู้อื่นที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลง โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท (พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 16) ถ้าโพสต์ที่คุณเจอมีภาพตัดต่อ ควรแจ้งข้อเท็จจริงส่วนนี้ให้ทนายความหรือพนักงานสอบสวนทราบด้วย
**กรณีที่กฎหมายบอกว่าไม่ผิดหมิ่นประมาท**
ไม่ใช่ทุกคำวิจารณ์จะเป็นความผิด กฎหมายกำหนดว่าผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต ในกรณีต่อไปนี้ ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท (ป.อ. มาตรา 329)
1. เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม
2. ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่
3. ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ
4. ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม
นอกจากนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาพิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่กฎหมายห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน (ป.อ. มาตรา 330)
ข้อนี้สำคัญมาก เพราะคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า "พูดความจริงไม่ผิด" เสมอ ซึ่งตัวบทไม่ได้เขียนไว้อย่างนั้น เรื่องส่วนตัวที่การพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนจะพิสูจน์ความจริงเพื่อให้พ้นโทษไม่ได้ ส่วนกรณีของคุณจะเข้าข้อยกเว้นใดหรือไม่ ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
**หมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน**
ความผิดในหมวดหมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ (ป.อ. มาตรา 333) หมายความว่ารัฐจะไม่ดำเนินคดีให้เองถ้าผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนจะสอบสวนคดีความผิดต่อส่วนตัวไม่ได้ เว้นแต่มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ (ป.วิ.อ. มาตรา 121)
เรื่องเวลาคือจุดที่พลาดกันบ่อยที่สุด กฎหมายกำหนดว่าในความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ (ป.อ. มาตรา 96) ดังนั้นเมื่อรู้แล้วว่ามีโพสต์และรู้ว่าใครโพสต์ ไม่ควรรอจนใกล้ครบกำหนด
เมื่อเป็นความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป (ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)) การเจรจาไกล่เกลี่ยจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่กฎหมายเปิดไว้
และถ้าผู้เสียหายในความผิดฐานหมิ่นประมาทตายเสียก่อนร้องทุกข์ บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย (ป.อ. มาตรา 333)
**ขั้นตอนที่ทำได้เมื่อโดนโพสต์หมิ่นประมาท**
1. เก็บหลักฐานก่อนโพสต์จะถูกลบ เช่น บันทึกหน้าจอให้เห็นข้อความ ชื่อบัญชี วันเวลา ลิงก์ของโพสต์ จำนวนการแชร์และคอมเมนต์ที่เกี่ยวข้อง
2. จดวันที่คุณรู้เรื่องและวันที่รู้ว่าใครเป็นผู้โพสต์ เพราะใช้นับระยะเวลาสามเดือนตาม ป.อ. มาตรา 96
3. ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน คำร้องทุกข์ต้องปรากฏชื่อและที่อยู่ของผู้ร้องทุกข์ ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ ความเสียหายที่ได้รับ และชื่อหรือรูปพรรณของผู้กระทำผิดเท่าที่จะบอกได้ ทำเป็นหนังสือหรือร้องด้วยปากก็ได้ (ป.วิ.อ. มาตรา 123)
4. อีกทางหนึ่งคือผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาต่อศาลเองได้ เพราะกฎหมายให้ทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา (ป.วิ.อ. มาตรา 28)
5. ถ้าศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ศาลอาจสั่งให้ยึดและทำลายวัตถุที่มีข้อความหมิ่นประมาท หรือให้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา (ป.อ. มาตรา 332)
ควรเลือกระหว่างร้องทุกข์ต่อตำรวจหรือฟ้องเอง ให้เหมาะกับหลักฐานและสถานการณ์ของแต่ละคน ซึ่งทนายความช่วยประเมินได้
**เรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้ไหม**
นอกจากคดีอาญา กฎหมายแพ่งยังคุ้มครองชื่อเสียงไว้ด้วย ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่น หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่น ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้น แม้ตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้ (ป.พ.พ. มาตรา 423)
สังเกตว่ามาตรานี้พูดถึงข้อความที่ "ฝ่าฝืนต่อความจริง" จึงมีเงื่อนไขต่างจากหมิ่นประมาททางอาญา
นอกจากค่าเสียหาย ผู้เสียหายยังร้องขอให้ศาลสั่งให้ผู้กระทำจัดการตามควรเพื่อทำให้ชื่อเสียงกลับคืนดี แทนหรือพร้อมกับการใช้ค่าเสียหายก็ได้ (ป.พ.พ. มาตรา 447)
ระยะเวลาฟ้องทางแพ่งแยกจากคดีอาญา สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากมูลละเมิดขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด (ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง) จำนวนค่าเสียหายที่จะได้รับ ตัวบทไม่ได้กำหนดตัวเลขไว้ ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
**สรุป**
โพสต์ที่ใส่ความเราต่อคนอื่นจนน่าจะเสียชื่อเสียงอาจเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท (ป.อ. มาตรา 326) และถ้าเผยแพร่ในวงกว้างอาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา (ป.อ. มาตรา 328) แต่กฎหมายก็มีข้อยกเว้นสำหรับการติชมโดยสุจริตและการพิสูจน์ความจริง (ป.อ. มาตรา 329 และ 330) หมิ่นประมาทเป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำ ส่วนการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งมีอายุความของตัวเองแยกต่างหาก เก็บหลักฐานให้ครบและอย่าปล่อยให้เลยกำหนดเวลา
หากคุณกำลังเจอปัญหาถูกโพสต์ใส่ร้ายหรือถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทผู้อื่น สามารถปรึกษาทนายความผ่าน Lawslane เพื่อให้ทนายช่วยดูข้อเท็จจริงและหลักฐานของคุณ แล้วเลือกแนวทางที่เหมาะกับกรณีของคุณได้

